Taiwan#2 Let's start
อาทิตย์ที่ 3 พ.ค.52
มาถึงไต้หวันแล้ว ตื่นเต้นมาก
ตื่นเต้นไปหน่อย โดนกักตัวที่สนามบินเลย อันเนื่องมาจากเราตัวร้อน แต่แบบเราไม่ได้เป็นอะไรนะ สงสัยเพราะก่อนมาร้องไห้ทำใจอย่างหนักไปหลายวัน เลยมีไข้นิดหน่อย ต้องรบกวน อ.หลินมาช่วยคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ แล้วอ.ก็ดีใจอุส่าหันมาพูดปลอบใจเราว่า ปีที่แล้วก็มีเด็กโดนกักตัวไม่ได้เข้าไต้หวัน ...เอ่อ แบบ ขอบคุณมากค่ะ ให้กำลังใจได้ดีที่เดียว -*-
แล้วก็ผ่านมาด้วยดี เรา ก้อ รุ่นน้องที่เรียนเอกจีนอีก 8 คน บวกกับอ.หลิน ก็ขึ้นรถตู้ที่อ.หลินนัดไว้มุ่งไปยังม.ซือต้า หรือเรียกให้หรูหน่อยก็ National Taiwan Normal University อันเป็นสถานที่ๆใครมาแล้วก็คงไม่มีวันลืม (สำนวน มันดูเป็นทางการไงไม่รู้ 555+)
ถึงปุ๊บก็เข้าพักในส่วนที่เป็นห้องพักของมหาลัย ซึ่งมารู้ที่หลังด้วยว่าเป็นโรงแรม วันแรกหมู่เฮาก็เลือกนอนกันตามสะดวก รุ่นน้องเราก็นอนกันห้องละ3คน ส่วนเรากะก้อก็นอนกันสองคน รู้สึกสบายๆ ยังคุยกับก้อเลยว่าถ้าได้อยู่สองคนอย่างนี้ก็คงดี
ในส่วนห้องพักดูดีมาก ใช้ระบบคีย์การ์ดซึ่งตอนแรกก็งงมากตามประสาเด็กบ้านนอก แบบว่าเปิดไงฟร่า ก็เอาการ์ดแตะๆ มีเสียงติ๊ดดด เปิดออกแล้วเย้ๆ (บรรยายไรเนี่ย) เข้าได้ปุ๊บก็โง่ต่อทันที เปิดไฟไม่เป็นกันอีกตรู = = อยู่กันนั่นละมืดๆ...ซะเมื่อไร ก็พยายามดิ้นร้นสุดชีวิต ในที่สุดก็นะ คือผนังใกล้ๆประตูจะมีช่องไว้ให้เสียบบัตรเขียนว่า save energy คือเราต้องเอาบัตรไปเสียบ ไฟมันถึงจะติด ดูไฮเทคมาก แต่พอไฟติดก็ใช่ว่าจะสว่าง เพราะไฟทั้งห้องเป็นสีส้ม แถมเพดานกลางห้องยังไม่มีไฟให้อีก ก็ต้องเปิดไฟหน้าประตูกับโคมไฟเอา เง้อ คิดในใจว่าอ่านหนังสือทำการบ้านจะมองเห็นมั๊ยฟร่า (พอเอาเข้าจริงๆก็แทบไม่ได้แตะหนังสือกันหรอก ฮ่าๆ)

(อันนี้เป็นสภาพห้องนอน แต่ไม่ใช่ห้องที่อยู่คืนนี้นะแบบว่าเราไม่ได้ถ่ายไว้ ห้องประมาณนี้ล่ะ)
นั่งพัก บวกดูๆของเสร็จก็ออกไปหาอะไรกินกัน ได้ทำความรู้จักกับฟางที่อยู่ห้องใกล้ๆกันพอดี ด้วยความที่ฟางเคยมาเรียนแล้ว เธอก็เลยพาเราไป 师大夜市 (Shi da night market) ต้องขอบคุณฟางมากเพราะถ้าไม่มีเค้าเรากับก้อก็คงได้กินมาม่าแถวนั้นแน่ๆ

บริเวณ Shi Da Night Market วันนั้นที่ไปเดิน เดินช่วงตอน3 -4 ทุ่มค่ะ ไม่ได้สว่างแบบนี้
อาหารวันแรก ได้แก่ แต๊นแตน ...ไก่ย่างบ้านเฮานั้นเอง - - ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นสูตรไทย พอเข้าไปในร้านก็เห็นรูปเครื่องปรุงไทยพวกน้ำปลา มะนาวไรงี้ ติดโชว์หร่าอยู่ บวกกับรูปไทยๆอีกนิดหน่อย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ทั้งๆที่เดินผ่านอยู่เกือบทุกวัน
อาหารมื้อนั้นประกอบด้วยข้าว1ถ้วย(เติมได้) ไก่ประมาณ5-6ชิ้น น้ำซุป น้ำจิ้ม ไก่อร่อยใช่ได้ค่ะ แต่น้ำจิ้มนี่ห่างไกลคำว่าแซบมากกก เง้อ รสชาติแปร่งๆ สนนราคาชุดนึงประมาณ 95 บาท (ไม่ค่อยแน่ใจแต่ประมาณนี้)
อิ่มปุ๊บก็เดินกลับมาที่ม. ก่อนอาบน้ำเราแทบกรี๊ดเพราะว่าเราลืมเอายาทาหน้ามา คือมันมียาทาก่อนล้างหน้าซึ่งอันนี้เราต้องใช้ แต่เราซื้อไม่ทัน เลยไม่มีพกมา ก็ทำใจไว้แล้ว โอเค ไม่เป็นไร แต่แบบ ยาที่เหลือ โอ้ จอร์จ ลืมเกลี้ยง ชีวิตอีก 42 วันจะทำเยี่ยงไร T^T กรณีนี้ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจนะฮ้า
อาบนงอาบน้ำกันเสร็จก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์อีก คือยังมีเพื่อนอีกคนมาอยู่ด้วย เธอคนนั้นชื่อว่าคุณพีทค่ะ เราจำได้ว่าเขานั่งเครื่องบินมาเที่ยวเดียวกับเราแต่ที่มาช้าเพราะต้องต่อรถมากันเองจากสนามบิน ไม่ได้นั่งรถตู้สบายๆแบบพวกเรา มันเลยหลายต่อ
คืนนั้นเรานอนเตียงชั้นบน ร้องไห้ไปครึ่งคืน แบบว่า Home sick ขั้นรุนแรงเลย ในหัวคิดแต่ว่าเราไม่น่ามาเลย หาเรื่องให้ลำบากชีวิตจริงๆ อยากกลับบ้านมาก คิดถึงแฟนมากๆด้วย แบบคิดแต่ว่าจะกลับยังไงดี ไม่อยากอยู่เลย ต้องอยู่ตั้ง 6สัปดาห์ จะทนได้ยังไง อารมณ์ประมาณนี้ สุดๆ
...นึกไม่ถึงเลยว่าอาการเหล่านี้จะเป็นแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น 555+
วันต่อมา
วันจันทร์ที่ 4 พ.ย.52
ตอนเช้าตื่นมามึนๆนิดหน่อย ก็อาบน้ำแต่งตัว เก็บกระเป๋า เพราะต้องไปลงทะเบียน เอากระเป๋าไปด้วย เศร้านิดหน่อยไม่ได้นอนห้องนี้แล้ว ไม่ได้อยู่กับเพื่อนแล้ว ไม่รู้จะได้อยู่กับใครก็ลุ้นๆกันไป ลงรูปแล้วบรรยายแล้วกันเนอะหม่อน

ภาพแรกเป็นภาพอาหารกลางวัน(มันยังมาไม่ครบนะ) ซึ่งจะต้องไปกินที่ภัตาตาคารแถวๆหน้าม. ตอนแรกที่เห็นคือ อึ้งๆหน่อย แบบเลี้ยงยังงี้ทุกมื้อจริงดิ มันดีไปไหมอ่า (คือเราจ่ายค่าโครงการค่อนข้างถูกมาก)

ระหว่างนั่งฟังคำอธิบาย กฎ กติการต่างๆของการเป็นนักเรียนที่นี่ ที่เห็นในรูปนั่งยิ้มแป้นแล้นร่าเริงนั่นคือฟังไม่รู้เรื่องไง เหอๆ

เอกสารที่ต้องกรอก และ บรรยากาศระหว่างนั่งฟังคำอธิบายเกี่ยวกับร้านอาหารมื้อเย็นที่พวกเราจะต้องหม่ำกันทุกวัน โดยที่นี่จะมีคูปองแจกให้ใช้ตามจำนวนวันที่เราอยู่ คูปองละร้อยบาท ให้ไปเลือกกินได้ 6 ร้านตามอัธยาศัย อันได้แก่
1 ร้านอาหารญี่ปุ่น
2 ร้านอาหารญี่ปุ่น+เกาหลี
3.ร้านอาหารเกาหลี
4.ร้านอาหารอเมริกัน
5.ร้านอาหารไต้หวัน
6.โรงอาหารของมหาวิทยาลัย
ซึ่งร้านทั้งหมดนี้ก็อยู่ในบริเวณรอบๆมหาลัยและ 师大夜市 (Shi da Night Market) สะดวกมากกก

ภาพคูปอง บวกกับเหล่าใบขับขี่ของนานาประเทศ 555

รูปแรกพี่ๆ 辅导员 หรือพี่ๆที่ค่อยดูแลเด็กๆ ประมาณ staff ไรงี้ รูปที่สองลงทะเบียน ชำระเงิน รับคีย์การ์ด ซึ่งเขาจะสุ่มๆให้ ไม่สามารถเลือกรูมเมทได้ จะอยู่ห้องละ 3 คน
เราก็ใจแป๋วๆตอนเค้าหยิบคีย์การ์ดให้ แบบว่าในกล่องใส่คีย์การ์ดเค้าจะแบ่งเป็นช่องๆ ซึ่งช่องที่พี่เค้าหยิบให้เรา รู้สึกจะมีการ์ดอยู่ครบ แล้วทีนี้เราลงทะเบียนเป็นคนเกือบท้ายๆซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ลงไปแล้ว ตอนนั้นกลัวมากว่ารูมเมทอีก2คนจะเป็นคนต่างชาติ แบบว่าเราเคยอยู่หอกับเพื่อนไง ขนาดพูดภาษาเดียวกันยังมีปัญหาจุ๊กจิ๊กนิดหน่อย ยิ่งคนต่างชาติแล้ว โตกันมาคนละที คนละวัฒนธรรม กลัวจะเรื่องเยอะ (กลัวไปหมดเนอะ)

กล่องขาวๆที่ใส่บัตรนั่นล่ะ ตัวกำหนดชะตากรรมใครจะอยู่กับใคร - -
พอเราได้คีย์การ์ดห้อง 708 ปุ๊บก็เดินอ้อยอิ่งลากกระเป๋าขึ้นไปทันที รู้สึกลุ้นมากว่างานนี้จะเป็นยังไงหนอ
ขึ้นไปถึงก็แตนแต้น...ไม่มีใครอยู่ห้องเลย กำ กระเป๋าสักใบก็ไม่มี เลยเดินไปเดินมาอยู่แถวนั้น ไปแอบดูห้องก้อด้วย ก้อได้อยู่ห้องเดียวกับพีท(เคยนอนห้องเดียวกันวันแรก)กับบี ซึ่งก็เป็นเพื่อนพีท ตอนนั้นแบบเราอยากได้แบบนี้มากกก
อยากอยู่กับคนไทย T^T แบบว่าเดินไปถามใคร ก็ไม่ใช่รูมเมทตัวเองสักคน
แล้วก็เดินลงไปข้างล่างอีก จำไม่ได้แล้วว่าลงไปทำไม แต่พอขึ้นมาอีก มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่วางอยู่ 3 ใบ โอ้ แม่เจ้า อยู่กันกี่คนฟ่ะ และมีกระเป๋าเล็กๆวางอยู่บนเตียงชั้นบน นั่นแสดงว่าเขาแสดงความเป็นเจ้าของแล้วใช่ป่ะ กรี๊ดด รูมเมทมาแล้วแต่อยู่ไหนไม่รู้ รอไปก็ยังไม่เห็นมา เราก็นะถือวิสาสะไปแอบดูป้ายที่ติดกระเป๋าเผื่อจะมีบอกว่ามาจากประเทศไหน แต่ก็นะ ดูไม่เป็นอีก กำๆ จนแล้วจนรอดรูมเมทเราก็ยังไม่โผล่มา เราก็เลยลงไปข้างล่างอีก ไม่รู้ลงไปทำไม ลืมไปแล้ว ขึ้นมาอีกที เห็นแม่สาวฝรั่งใส่เกาะอกเซ็กซี่ท่าทางวีนๆยืนโทรศัพท์อยู่หน้าห้อง
...นั่นไงเอาแล้วไง อย่างที่กลัวเลย เราก็ซีดล่ะ นี่รูมเมทฉันรึ?
แต่ว่าเราเข้าใจผิด เพราะเขาบอกว่าเขาฝากกระเป๋าไว้ที่ห้องเรา เขากำลังโทรหารูมเมท(ตัวจริง)ของเราให้มาเปิดประตูให้หน่อย เราก็อ๋อๆ โล่งไปหนึ่งเปาะ สรุปกระเป๋าเดินทางใบเขื่อง3ใบนั้นเป็นของเขาซะ 2 ใบ ระหว่างที่สาวเซ็กซี่ลากกระเป๋าออกไปหน้าห้อง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งทักเขา คุยกันเสียงดังมาก คุยกันอยู่หน้าห้องเราด้วย แบบว่าเราจะเดินไปปิดประตูก็กลัวจะเสียมารยาท เลยเดินไปเดินมาในห้อง ผู้หญิงที่มาทีหลังก็หันมายิ้มให้ แถมโบกมือให้ด้วย เราก็คิด อืม รูมเมทเราป่าวฟ่ะ แต่ขี้เกียจเดาล่ะ ใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ขี้เกียจลุ้น
สักพักเธอคนนั้นก็เดินเข้ามาในชีวิตเรา โอ้ว บรรยายราวกับเป็นแฟน...
เราตื่นเต้นมาก ก็แนะนำตัวเองกันคร่าวๆ รูมเมทเราชื่อว่าเจมี่ เป็นสาวโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น แต่จริงๆแล้วพ่อแม่เป็นคนจีนที่ย้ายมาอยู่โอกินาว่า
ถ้าพูดถึงคนญี่ปุ่นใครๆก็คงจะนึกว่าสื่อสารกันลำบากเพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่พูดอังกฤษไม่ค่อยเก่ง แต่กับเจมี่ป่าวเลยค่ะ
เจมี่ไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่ไฮสคูล(ตอนนี้เรียนจบแล้ว) ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นก็เรียนแต่โรงเรียนนานาชาติ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอพูดอังกฤษได้มั๊ย พูดเก่งมากกก ส่วนภาษาจีน เจมี่บอกพูดได้นิดหน่อย แต่ฟังได้เพราะพ่อแม่เธอพูดจีนบ้าง โอ้ พูดได้กี่ภาษาเนี่ย... ส่วนเรานะหรอก็พูดจีนได้นิดหน่อย...แต่ฟังแทบไม่ได้เลย ฮ่าๆ
เราก็แนะนำตัวด้วยภาษาญี่ปุ่นอันด๊อกด๋อย ที่ลักจำเพื่อนมา พูดให้เจมี่ฟัง เจมี่ก็หัวเราะใหญ่ แล้วบอก น่ารักๆ 555 แต่ดูจากเสียงหัวเราะแล้วไม่น่าจะใช่น่ารัก น่าจะเป็นเราพูดตลกมากกว่า...

หม่อน กับ เจมี่ ^ ^
สรุปห้องเราอยู่กันสองคนค่ะ เป็นห้องเดียวที่ได้อยู่สองคน โชคดีมากก รูมเมทก็เป็นคนน่ารักมากกก รู้สึกว่าการมาไต้หวันครั้งนี้ของเราจะโชคดีหลายๆอย่างทีเดียว ><
ไว้ต่อหน้าต่อไปดีกว่า
To be continued


ขึ้นชื่อว่าใหม่
ขอให้เจอสิ่งดีๆ
สิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมนะคราบ
มีความสุขมากๆนะคราบ